วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Learning Log :the Passive (กรรมวาจก)

The Passive (กรรมวาจก)
 (1/02/2559)
            การแปลขั้นพื้นฐานหลักไวยากรณ์เป็นสิ่งที่สำคัญ และสำหรับการแปลขั้นสูงนั้นจำเป็นที่จะต้องอาศัยความแม่นยำและถูกต้องตามหลักโครงสร้างไวยากรณ์เช่นกัน ซึ่งการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษจะมีความยากมากกว่าการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เนื่องจากภาษาไทยนั้นจะมีการใช้คำและสำนวนที่มีความหลากหลายทางภาษามากกว่าภาษาอื่นๆ ซึ่งคำในภาษาไทยเมื่อนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาที่ไพเราะส่วนมากจะเป็นการแปลโดยใช้ The passive หรือที่เรียกกันว่า กรรมวาจก เพราะว่าเมื่อใช้แล้วจะทำให้ความหมายมีความความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถอธิบายเรื่อง The passive อย่างละเอียดตามโครงสร้างหลักไวยากรณ์
            รูปแบบประโยคของ The passive นั้นมักจะมาจาก Active ซึ่งจะมีความแตกต่างกันนั่นคือ ในรูปแบบ active จะให้ความสำคัญกับประธาน (Subject) ในฐานะผู้กระทำกิริยาในประโยค ขณะที่รูปแบบของ The passive นั้นประธานของประโยคเป็นฝ่ายถูกกระทำ โดยจะมีโครงสร้างประโยคในแบบ active และ passive ดังนี้ Active; Subject + Verb + Object ส่วนของ The passive; object ในประโยค active + verb to be + verb (by + subject ในประโยค active) ส่วนในรูปของ Passive ของประโยคจะมี verb to be จะผันตาม Tense ของ Active จะมีความหมายคล้ายกับภาษาไทยว่า ถูก หรือ ได้รับ
            ประโยคในรูปแบบ The passive นั้นจะใช้เมื่อมีกรณี เมื่อเราไม่สามารถสื่อข้อความหรือความหมายออกมาในรูป active ได้อย่างชัดเจน เมื่อเราต้องการให้ความสำคัญกับประธาน Subject ของประโยคในฐานะผู้ถูกกระทำหรือรับผลจากการกระทำของกริยาที่มีอยู่ในประโยคเมื่อเราต้องการความหลากหลายในการใช้ภาษาอังกฤษ ต่อมาจะเป็นวิธีการเปลี่ยนประโยค active เป็น passive  มีขั้นตอนคือ 1. ดูส่วนประกอบในประโยค active คือต้องมีประธาน + กริยาที่ต้องการกรรม + กรรมและส่วนขยาย 2. ดูว่าประโยค active อยู่ใน Tense ใด 3. ย้ายกรรมในประโยค active มาเป็นประธานใน passive 4.เปลี่ยนรูปกริยาในประโยค active เป็น passive  คือมี verb to be ตามด้วย v3 เราจะใช้ verb to be ตัวใดให้สังเกตที่ประธานในประโยค passive และ tense ของประโยค แล้วใส่คำว่า by ในประโยค passive 6. นำส่วนขยายหรือ modifier มาใส่ไว้ท้ายประโยคในกรณีที่ประโยคนั้นมีส่วนขยาย
            การเปลี่ยนประโยค active ที่มี tense ต่างๆกัน ให้เป็นประโยค passive จะมีรูปแบบดังโครงสร้างประโยคต่อไปนี้
                           John                 is helped                                 by Mary
                        John                is being helped                        by Mary
                        John                 has been helped                      by Mary
                        John                 was helped                              by Mary
                        John                 was being helped                    by Mary
                        John                 had been helped                      by Mary
                        John                 will be helped                          by Mary
                        John                 is going to be helped               by Mary
                        John                 have been helped                    by Mary
ส่วนในกลุ่มของกริยาช่วยนั้นจาก active ไปเป็น passive จะมีคือ active กริยาช่วยจะ +V.1 (ไม่ผัน) แต่ในส่วนของ passive จะเป็นกริยาช่วย + be + V3 ทันที ส่วน adverb of frequency + กริยาช่วยตัวที่สอง + V3 ในประโยค Passive ให้วาง adverb of frequency  หลังกริยาช่วยตัวแรกเสมอ มาว่าจะเป็นกริยากี่ตัวก็ตาม และในส่วนของ adverb of manner ให้วางไว้หน้ากิริยาช่องที่ 3 (past participle)
            รูปแบบ The passive นั้นจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ เราไม่สามารถสื่อข้อความหรือความหมายออกมาในรูป active ได้อย่างชัดเจน เมื่อเราต้องการให้ความสำคัญกับประธาน Subject ของประโยคในฐานะผู้ถูกกระทำหรือรับผลจากการกระทำของกริยาที่มีอยู่ในประโยค เมื่อเราต้องการความหลากหลายในการใช้ภาษาอังกฤษ ต่อมาจะเป็นวิธีการเปลี่ยนประโยค active เป็น passive ซึ่ง The passive นั้นเมื่อเลือกใช้ในภาษาอังกฤษได้นั้น จะทำให้ภาษาที่เกิดขึ้นในงานแปลนั้นจะเป็นภาษาที่สละสลวย ไพเราะ และง่ายต่อการอ่านแล้วเข้าใจง่ายและจะทำให้ความหมายมีความความชัดเจนมากยิ่งขึ้น


Learning Log หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง

หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง
(ราชบัณฑิตสถาน)
(1/02/59)
            การแปลภาษาจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งนั้นเราจำเป็นต้องรู้ อักษรของภาษานั้น โดยการถ่ายทอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมัน (อักษรภาษาอังกฤษ) ในการแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง  เนื่องจากงานแปลนั้นจะต้องใช้หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงแบบเดียวกันทั้งหมดเพราะว่างานแปลชิ้นนั้นจะได้มีความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นการถ่ายทอดตัวอักษรส่วนมากนั้นจะใช้ในการแปลชื่อ ดังนั้นหากมีการถ่ายทอดตัวอักษรผิดสักคำหนึ่งความหมายของคำนั้นหรือการแปลชิ้นนั้นมีความหมายผิดเพี้ยนได้ รวมทั้งจะทำให้ผู้อ่านงานแปลชิ้นนั้นจะเข้าใจจุดประสงค์และเนื้อหาของงานแปลชิ้นนั้นก่อให้เกิดความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน รวมทั้งได้รับประโยชน์จากงานแปลชิ้นนั้น
            หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงเป็นการถ่ายทอดโดยวิธีถ่ายเสียง (Transcription) เพื่อให้อ่านคำภาษาไทยที่เขียนด้วยอักษรโรมันให้ได้เสียงใกล้เคียง โดยไม่คำนึงถึงการสะกดการันต์และวรรณยุกต์ เช่น พระ Phra  แก้ว Kheo โดยจะแสดงให้เห็นตัวอย่างตารางเทียบเสียงพยัญชนะและสระ

ตัวอักษรไทย
ตัวอักษรอังกฤษ

ตัวอย่าง
ต้นพยางค์
กลางพยางค์

ก            
ข, ค, ต ฆ     
ง                   [ŋ]
ศ ษ ส           [s]
k
kh
ng
s
k
k
ng
t

กา = Ka,  นก = nok
ขอ = kho,   สุข =  suk
งาม =  ngam
จีน =  chin, อำนาจ =   amnat

            นอกจากจะต้องคำนึงถึงการถ่ายทอดโดยวิธีถ่ายเสียงแล้วยังต้องคำนึงถึงความหมายของคำ การใช้เครื่องหมาย “-” เพื่อแยกพยางค์ การแยกคำ การใช้ตัวอักษรดรมันตัวใหญ่ การถอดเครื่องหมายต่างๆ การถอดคำย่อ และสุดท้ายคือการถอดตัวเลข ซึ่งแต่ละลักษณะการถ่ายทอดตัวอักษรแต่ละแบบจะไม่เหมือนกัน สำหรับความหมายของคำจะกล่าวถึงไปยังหน่วยคำ คำ คำประสม คำสามานยนาม คำวิสามานยนาม คำนำหน้านาม คำทับศัพท์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องคำนึงถึงความหมายของคำ ต่อมาจะเป็นการใช้เครื่องหมาย “-” เพื่อแยกพยางค์ ในกรณีที่มีคำซึ่งมีหลายพยางค์ อักษรตัวสุดท้ายของพยางค์หน้ากับอักษรตัวแรกของพยางค์ตามมา อาจจะทำให้อ่านยาก หรืออ่านผิดได้ ให้ใช่เครื่องหมาย “-” เป็นตัวแยก การแยกคำซึ่งสามารถแยกได้ในกรณีชื่อเรียกเฉพาะ ยกเว้นคำประสมซึ่งถือว่าเป็นคำเดียวกัน และวิสามานยนามที่เป็นชื่อบุคคลให้เขียนติดกัน การใช้ตัวอักษรโรมันตัวใหญ่จะใช้ในกรณี ตัวอักษรแรกของชื่อและคำนำหน้านามที่อยู่หน้าคำวิสามานยนาม และขึ้นต้นย่อหน้า การถอดชื่อภูมิสาสตร์ให้ถอดตามเกณฑ์การถ่ายอักษรแบบเสียงโดยทับศัพท์เลย เช่นเดียวกับคำทับศัพท์  สำหรับการถอดเครื่องหมายต่างๆ ให้ถอดตามหลักการอ่านภาษาไทยได้เลย หากเป็น ไปยาลน้อย และไปยาลใหญ่ ให้ใช้ชื่อเต็มในการถอดแบบอักษร การถอดคำย่อให้ถอดตามหลักการอ่านแบบเต็มตามการอ่าน สำหรับคำย่อที่ยาวสามารถถอดแบบย่อและแบบเต็มได้ขึ้นอยู่กับผู้แปล แลการถอดตัวเลขก็จะถอดตามเสียงที่อ่าน
            ดังนั้นหลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงมีความจำเป็นต่องานแปลที่ดีนั้นจะถือว่าเป็นการแปลที่มีความหมายใกล้เคียงกับงานต้นฉบับมากที่สุดเท่าที่จะแปลงานชิ้นนั้นได้ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้แปลด้วย ซึ่งในการแปลจะมีการเทียบตัวอักษรระหว่างภาษาต้นฉบับไปยังภาษาฉบับงานแปลหรือที่เรียกว่าการแทนชื่อซึ่งการแทนชื่อในภาษานั้นจะเป็นการถ่ายทอดตัวอักษร การถ่ายทอดตัวอักษรส่วนมากนั้นจะใช้ในการแปลชื่อ  หากมีการถ่ายทอดตัวอักษรผิดสักคำหนึ่งความหมายของคำนั้นหรือการแปลชิ้นนั้นมีความหมายผิดเพี้ยน


วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning Log 16 “อบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ แบบบรูณาการทักษะ” 30/10/58 (ภาคบ่าย)

30/10/58 (ภาคบ่าย)
            ในการอบรมในภาคบ่ายในหัวข้อวิธีการสอนภาษาอังกฤษในศตวรรษที่ 21 ผศ.ดร. ศิตา เยี่ยมขันติถาวร เน้นการปฏิบัติ อาจารย์ได้ให้ผู้ที่เข้าอบรมได้ร่วมกันทำกิจกรรมมากมาย เป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้จริง แต่ละกิจกรรมจะช่วยฝึกการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนและยังมีความแปลกใหม่ พร้อมทั้งมีความสนุกสนาน ไม่น่าเบื่ออีกด้วยกิจกรรมเหล่านี้จะมีดังนี้ คือ กิจกรรมทิกแท็กโท กิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานได้มากและทุกคนได้มาร่วมสนุกกัน ต่อไปกิจกรรมสร้างทั้งความรู้ในด้านภาษา แล้วยังเป็นการฝึกทักษะความกล้าหาญ ความมั่นใจในตัวเอง
            กิจกรรมแรกกิจกรรมทิกแท็กโท จะเป็นกิจกรรมคล้ายกับการเป่า ยิง ฉุบ โดยจะมีขั้นตอนการเล่น คือ 1. ให้นักเรียนจับคู่กันเป่ายิงฉุบเพื่อหาผู้ชนะ ฝ่านใดแพ้จะไปต่อแถวหลังผู้ชนะ 2. โดยผู้ชนะจะไปเป่ายิงฉุบกับผู้ชนะอีกทีม 3. ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 2 ทีม สุดท้าย แล้วเปายิงฉุบเพื่อหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ในการเป่ายิงฉุบแต่ละครั้งก่อนจะเป่ายิงฉุบจะร้องเพลงที่เป็นเพลงภาษาอังกฤษ
            Left to the left
            Right to the right
            Foeard Forward
            And back back (เป่ายิงฉุบ)
กิจกรรมนี้จะสร้างความสนุกให้กับผู้เรียนได้เป็นอย่างมาก สามารถประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนได้ดีอีกวิธีหนึ่ง
กิจกรรมที่สอง กิจกรรมการเล่านิทานเป็นกิจกรรมที่มีสาระความรู้และเป็นการฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ฝึกให้ผู้เรียนได้คิด และ มีจินตนาการโดยกิจกรรมนี้มีขั้นตอนการทำกิจกรรมดังนี้ 1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มกันส่งตัวแทนแต่ละกลุ่มออกไป 2. ให้คนที่หนึ่งเริ่มพูดประโยคเป็นภาษาอังกฤษเพียง 1 ประโยค ที่เกี่ยวกับนิทาน ซึ่งเกี่ยวกับอะไรก็ได้ 3. คนต่อไปก็เช่นกันพูดประโยคมา 1 ประโยค 4. ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจนถึงคนสุดท้าย คนสุดท้ายจะต้องจำนิทานให้ได้เพียงแค่ 1 ประโยค วิธีการสอนแบบนี้ถือว่าเป็นการสอนที่ดี ฝึกให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์จินตนาการ มีความมั่นใจ ต่อมา ผศ.ดร ศิตา ให้แต่แต่ละกลุ่มกลับมาวาดภาพ 5 ภาพ ที่เกี่ยวกับนิทานเรื่องนั้น ทุกคนในแต่ละกลุ่ม มีความตั้งใจมากร่วมการวาด และระบายสี หลังจากนั้นให้แต่ละกลุ่มออกไปนำเสนอภาพและเล่านิทานเรื่องนั้น โดยมีข้อกำหนดว่าห้ามพูดเกินกว่า 3 ประโยค ซึ่งเป็นเรื่องยากมากแต่ละกลุ่มก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี

            กิจกรรมได้ทำให้ดิฉันได้รู้ว่าการเรียนการสอนให้ได้ดีและมีประสิทธิภาพนั้น ผู้สอนจะต้องมีวิธีการสอนเทคนิคการสอนที่แปลกใหม่จะต้องทำให้เด็กรู้สึกชอบ จะต้องฝึกให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดด้วยไม่ใช่เพียงต้องสนุกเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องได้ความรู้ด้วย เพราะทั้งผู้สอนและผู้เรียนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการการเรียนการสอนให้หลากหลาย ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่เรียน รวมทั้งฝึกให้ผู้เรียนมีความสามารถที่หลากหลาย ดังนั้นในการเรียนการสอน ต้องยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ

Learning Log 15 “อบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ แบบบูรณาการทักษะ” 30/10/58 (ภาคเช้า)

“วิธีการสอนภาษาอังกฤษในศตวรรษที่ 21”
            ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันนั้น การเรียนการสอนภาษาอังกฤษมีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทั้งวิธีการสอน จุดประสงค์ และจุดเน้นในการสอนด้วย สำหรับการเรียนการสอนในยุคปัจจุบันยุคศตวรรษที่ 21 ก็แปรเปลี่ยนจากเดิม ด้วยองค์ความรู้ที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีต่างๆ พัฒนาขึ้น พฤติกรรมของคนเริ่มเปลี่ยนไป รูปแบบการเรียนรู้จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการปรับเปลี่ยนพัฒนาให้ทันต่อยุคสมัย ในการเรียนไม่ใช่เพียงแต่เรียนรู้เพียงวิชาการเท่านั้น แต่ยังต้องเรียนรู้ทักษะต่างๆ ทักษะชีวิต และทักษะการทำงาน ผศ.ดร.ศิตา เยี่ยมขันติถาวา ได้ให้แนวการสอนภาษาอังกฤษที่เน้นกฎเกณฑ์ทางภาษา เน้นการปฏิสัมพันธ์และเน้นความเหมาะสมในการใช้ภาษา และเน้นบูรณาการเนื้อหาและภาษาไว้ในการอบรมในครั้งนี้
            วิธีสอนแบบเน้นไวยากรณ์และการแปล (The Grammar Translation Method) วิธีการสอนแบบนี้ไม่เน้นการฟังและการพูดแต่จะเน้นหลักไวยากรณ์และการแปล เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอ่านได้ และมีการใช้วิธีสอบแบบภาษาอังกฤษ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถอ่านบทอ่านได้เข้าใจและเห็นคุณค่าของภาษา แต่สำหรับวิธีการสอนแบบนี้จะเน้นการท่องจำและความถูกต้องทางการใช้ภาษา ดิฉันคิดว่าวิธีการนี้อาจทำให้ผู้เรียนเกิดความเครียดได้ และการเน้นให้นักเรียนจำเพียงอย่างเดียว นักเรียนอาจไม่เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และจำได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น การสอนที่ดีควรต้องให้ผู้เรียนได้เข้าใจ ได้พัฒนาสมองมากกว่าแค่ความจำเพียงเท่านั้น
            วิธีการสอนแบบตรง (The direct Method) วิธีการสอนแบบตรงอิงแนวคิดที่ว่า ภาษา คือ ภาษาพูด การเรียนภาษา คือ การให้ผู้เรียนได้สื่อสารด้วยภาษาที่เรียนนั้น และเผื่อให้ประสบการณ์ผลสำเร็จยิ่งขึ้น ควรให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการที่จะคิดเป็นภาษาที่เรียนด้วย ดังนั้นการเรียนการสอนภาษาจึงควรใช้ภาษาต่างประเทศที่เรียนนั้นตลอดเวลา และให้สื่อสารได้เช่นเดียวกับสถานการณ์จริง ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเน้นให้ผู้เรียนใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ เริ่มจากการสอนระบบเสียง ให้ผู้เรียนฝึกเลียนแบบเสียงและแยกเสียงให้ถูกต้อง แล้วจึงฝึกฟังความหมายในประโยค จากบทสนทนาสั้นๆ ผศ.ดร.ศิตา ได้กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการเรียนภาษา คือ “การฟัง” แล้วค่อยๆ พูดออกเสียงออกมา ถือว่าเป็นการเลียนเสียงของเจ้าของภาษานั่นเอง
            วิธีการสอนแบบฟัง – พูด (The Audio – Lingual Method) การสอนภาษาควรเริ่มจากการฟัง พูด ซึ่งเป็นพื้นฐานไปสู่การอ่าน และ การเขียน ดังนั้น ภาษาที่นำมาให้ผู้เรียนได้เรียน ควรเป็นภาษาที่เจ้าของภาษาใช้พูดกันในชีวิตประจำวัน จึงมีการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเจ้าภาษาด้วย เริ่มต้นด้วยภาษาพูด โดยยังไม่ให้ผู้เรียนเห็นรูปแบบของภาษา ผู้เรียนจะต้องเลียนแบบเสียงผู้สอน จนสามารถฟังเข้าใจ ดิฉันคิดว่าอาจให้ผู้เรียนได้ฟังเจ้าของภาษาของพูดก็อาจเป็นหนึ่งที่จะทำให้ผู้เรียนมีทักษะการพูดที่ดีขึ้นได้ เมื่อฟังและพูดพัฒนาดียิ่งขึ้นแล้วจึงเริ่มพัฒนาการฝึกอ่านและการเขียน
            นอกจากนี้ยังมีวิธีการสอนตามแนวธรรมชาติและอีกหลายวิธีที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ ทักษะทางภาษา พัฒนาการสื่อสารและสามารถใช้ภาษาในการสื่อสาร การอ่าน การเขียน การฟัง และการพูดได้ การรับรู้ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยไม่มีใครสอนก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ แต่อย่างไรแล้วก็จะต้องยังคงความถูกต้องการใช้ไวยากรณ์ด้วย เบื่อการเรียนรู้เกิดขึ้นแล้ว และได้รับการฝึกฝนบ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ก็จะเกิดการเก็บสะสมประสบการณ์ต่างๆ และสามารถระลึกและถ่ายทอดออกมาได้

            สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการอบรมในหัวข้อวิธีการสอนภาษาอังกฤษในศตวรรษที่ 21 การเรียนการสอนนั้นจะประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ หลายๆ อย่างมารวมกัน วิธีการสอนต่างๆ จะต้องเหมาะกับผู้เรียน มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาให้ผู้เรียนมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาให้ผู้เรียนมีประสิทธิภาพ มีความรู้ และนอกจากด้านวิชาการแล้วการเรียนการสอนใน C21 นั้น ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตด้วย

Learning Log 14 “อบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ แบบบรูณาการทักษะ” 29/10/58 (ภาคบ่าย)

29/10/58 (ภาคบ่าย)
            การเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบบรูณาการทักษะ เป็นการเรียนการสอนที่เกิดจากกระบวนการต่างๆ หลากหลายรูปแบบ และรวมไปถึงกระบวนการคิดวิเคราะห์ด้วย ซึ่งในปัจจุบันเทคนิควิธีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษนั้นมีหลากหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีการจะมีความแตกต่างกันไป แต่ทุกๆ วิธีการนั้นมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีขึ้น และยังทำให้ผู้เรียนมีความต้องการที่จะเรียนมากขึ้น ประสิทธิภาพของผู้เรียนดีขึ้นผ่าน กิจกรรม หรือ อาจจะเป็นเกมส์ ต่างๆ ซึ่งสามารถสอนได้หลากหลายทักษะ ทั้งคำศัพท์ การออกเสียง และอีกวิธีหนึ่งคือการทำกิจกรรม Role play หรือ การแสดงบทบาทสมมุตินั่นเอง วิธีการนี้จะทำให้ได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรม (Culture) ทางภาษา และสำนวนภาษาที่ใช้ด้วย แต่ก่อนที่จะออกแบบเทคนิควิธีการสอนให้มีประสิทธิภาพนั้น ผู้สอนจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อภาษาด้วย และสอนให้เด็กหรือผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีด้วยเช่นกัน ฉะนั้นผู้สอนภาษาจะต้องตระหนักและเป็นผู้ที่เลือกใช้และออกแบบการเรียนการสอนเพื่อให้เอื้อต่อผู้เรียน สามารถนำภาษาไปใช้ได้จริง
            การสอนคำศัพท์ หนึ่งวิธีการสอน การสอนคำศัพท์จะทำให้ผู้เรียนมีคลังคำศัพท์ของตนเองในการสอนก็ควรมีการออกเสียงให้ผู้เรียนฟังด้วยการที่ให้ผู้เรียนทำการฝึกซ้ำๆ จะช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านภาษาอังกฤษได้วิธีการต่อมาคือให้นักเรียนช่วยกันหาคำศัพท์ A-Z ที่มีอยู่รอบๆ ตัวของนักเรียนในห้องเรียน และอีกวิธีการหนึ่งที่ได้เรียนรู้จาการอบรมนี้วิธีการหาคำศัพท์ที่มีอยู่ในภาพของตัวอักษรภาษาอังกฤษมากมาย โดยให้เวลา 5 นาที ในการหา ใครหาได้เยอะสูงสุด ให้อ่านคำศัพท์ให้คนอื่นฟัง และถ้าคนอื่นๆ มีคำศัพท์คำอื่นก็จะยกมือบอกคำศัพท์ถือว่าคำนั้นและคนนั้นเพิ่มขึ้นไปอีก ถ้าหากไม่มีใครหาคำศัพท์ได้อีก ต่อไป ครูหรือผู้สอน จะให้นักเรียนคนนั้นได้รางวัลไป การสอนคำศัพท์โดยวิธีการนี้ก็สนุกสนานมาก นักเรียนบางคนได้คำศัพท์ใหม่ๆ ด้วย เรียกได้ว่า สนุกและได้ความรู้ไปด้วยพร้อมๆกัน
            ต่อมาวิธีการเรียนการสอนที่เรียนรู้จากวัฒนธรรมภาษาโดยสามารถให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสำนวนต่างๆ ของภาษาอังกฤษ และจากสิ่งแวดล้อมภายนอกห้องเรียน ตัวอย่างสำนวน เช่น He’s cream of the crop ถ้าเราแปลตรงตัวจะแปลว่า ครีมของการเก็บเกี่ยว แต่ประโยคเป็นสำนวนจะหมายถึงว่า หัวกะทิ ซึ่งหมายคนที่เก่งฉลาดมากๆ Just hold your horses สำนวนนี้หมายถึง ใจเย็นๆ นะ That’s a rip-off หมายถึง นี้มันโกงนี่ หรือ แพงเหลือเกิน He’s trying hard to make ends meet หมายถึง เขาพยายามให้ใช้จ่ายได้เดือนชนเดือน Are you straight? คุณไม่ได้เป็นเกย์ใช่ไหม She’s the apple of my eyes สำนวนนี้หมายถึง เธอเป็นดั่งดวงตาดวงใจของผม แต่ละสำนวนจะบ่งบอกถึงวัฒนธรรมของเจ้าภาษา นอกจากนี้บางสำนวนเมื่ออยู่หรือนำมาใช้ในประเทศที่มีสิ่งแวดล้อมต่างออกไป อาจแปลความหมายต่างออกไปได้เช่นกัน ดังนั้นการที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ สำนวนภาษาที่มีการใช้จริงเป็นวิธีทำให้นักเรียนเรียนรู้และนำไปใช้ได้จริงในการสื่อสารภาษา
            นอกจากนี้ยังมีวิธีการใช้การแสดงบทบาทสมมุติ หรือ Role play วิธีการสอนแบบนี้ เป็นวิธีสอนที่ผู้สอนจะกำหนดหัวข้อเรื่องปัญหาต่างๆ หรือสร้างสถานการณ์ขึ้นมาให้คล้ายกับสภาพความเป็นจริงแล้วให้ผู้เรียนได้เตรียมการล่วงหน้า แล้วจึงแสดงบทบาทตามที่สมมุติ หรือ บางครั้งการแสดงบทบาทสมมุติอาจไม่จำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้าก็ได้ การแสดงบทบาทสมมุติเป็นการฝึกให้ผู้เรียนได้แสดง และได้ประสบการณ์จริง และยังได้ทดลองเรียนรู้ที่จะปรับพฤติกรรมของตนเองในสภาวะต่างๆ และยังได้ทำงานร่วมกับผู้อื่นกล้าคิด กล้าแสดงออก และกล้าตัดสินใจ การสอนแบบนี้เป็นการสอนที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ในการอบรมวันนี้ได้มีการทดลองใช้วิธีนี้โดยให้เพื่อนออกไปแสดงบทบาทสมมุติด้วย ทำให้ดิฉันได้เห็นตัวอย่างถึงการใช้วิธีการนี้ในการเรียนการสอนคือนอกจากจะได้ความรู้แล้วยังช่วยพัฒนาความกล้าและความมั่นใจได้อีกด้วย
                        ดังนั้นในการอบรมในตอนบ่ายครั้งนี้สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ เทคนิควิธีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ อย่างเช่นการสอนผ่านกิจกรรม และ เกมส์ ทั้งการทำกิจกรรม Role play หรือแสดงบทบาทสมมุติ และการเล่นเกมส์หาคำศัพท์ ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมทางภาษา ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดี และมีการพัฒนาการมีประสิทธิภาพ ในการเรียนการสอน มากยิ่งขึ้นนอกจากนี้สำนวนต่างๆ ก็สามารถบ่งบอกถึงวัฒนธรรมทางภาษาได้เช่นกันในฐานะที่ดิฉันจะเป็นครูในอนาคตการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ ครูควรต้องมีทัศนคติที่ดีต่อภาษาด้วย และต้องเลือกใช้เทคนิคการเรียนให้เหมาะสมต่อผู้เรียนและเพื่อให้ผู้เรียนมีประสิทธิภาพสูงสุด


Learning Log 13 “อบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ แบบบูรณาการทักษะ”29/10/58 (ภาคเช้า)

29/10/58 (ภาคเช้า)
            จากการได้เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการทักษะในครั้งนี้ตอนเช้าของการอบรมได้มีการพูดคุยกัน และเปลี่ยนทัศนคติระหว่าง ดร.สุจินต์ หนูแก้ว, ผศ.ดร.ประกาศิต และ ดร.สุทร ในหัวข้อที่ว่า สอนอย่างไรให้ “go beyong language learning” สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้ คือ ปัจจุบันปะเทศพยายามให้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษก้าวหน้าขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การสื่อสารเท่านั้น แต่จะต้องเชื่อมโยงกับทักษะด้านอื่นด้วย และต้องสัมพันธ์ไปถึงวัฒนธรรมต่างๆ ด้วย เช่นเดียวกับ ทฤษฎีพหุปัญญาที่ว่าทุกคนมีความสามารถหลากหลาย และแต่ละคนจะมีความสามารถแต่ละด้านต่างๆ ไม่เท่ากัน หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าการเรียนการสอนภาษานั้นการสื่อสาร วัฒนธรรม ข้อเปรียบเทียบและการเชื่อมโยง จะต้องนำมาใช้ในการเรียนการสอน นอกจากนี้ปัจจุบันเด็กไทยมักจะเรียนรู้ผ่านการจำมากกว่าการคิดวิเคราะห์ ในการเรียนการสอนเพื่อให้การศึกษา go beyong (ก้าวหน้า) จำเป็นต้องมีการนำทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาบวกด้วยทักษะการอ่านและการเขียนด้วย
            นอกจากปัญหาที่เด็กไทยขาดการวิเคราะห์ การศึกษาในช่วงที่ผ่านมามักเป็นการแข่งขัน ในการจะทำให้การเรียนการสอนพัฒนาก้าวหน้าขึ้นนั้น ต้องมีการร่วมมือทำงานร่วม ร่วมกันพัฒนาศักยภาพของการศึกษา และการเรียนการสอน ควรจะสอนให้นักเรียนมีความเป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดีด้วย โดยในการฝึกนั้นควรฝึกให้เป็นไปตามขั้นการเรียนรู้ของ พลูม ซึ่งได้แก่ 1. ขั้นความจำ ขั้นที่ต่ำที่สุด ขั้นที่ 2 ขั้นความเข้าใจ ขั้นที่ 3 สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ได้และขั้นต่อไป ขั้นวิเคราะห์ ขั้นที่ 4  สังเคราะห์ และขั้นที่ 5 ประเมินค่า นอกจากนี้ในยุคของสื่อสารและเทคโนโลยี การรู้เท่าทันสื่อก็เป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ และควรนำวัตกรรมต่างๆ มาประยุกต์กับการเรียนการสอนด้วยโดยนวัตกรรมนั้นจะต้อง ใหม่ แตกต่าง และดีกว่าด้วย
            ในการอบรมในภาคเช้านี้นอกจากความรู้ด้านงานวิจัยจากการเสวนาของ ผศ.ดร.ประภาศิต และ ดร.สุจินต์ และ ดร.สุนทรแก้ว ยังได้มีการกล่าวถึง project  ของอาจารย์ ดร.สุนทร ด้วย ซึ่งเป็น project ที่นำนักศึกษาชั้นปีที่สี่ไปฝึกงานที่ต่างประเทศนานถึงสามเดือน ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะการที่นักศึกษาได้ไปเรียนรู้วัฒนธรรมและภาษาที่มีการใช้ภาษาจริง จะทำให้นักศึกษาเรียนรู้ได้มากกว่า แต่อาจารย์ สุนทรได้กล่าวว่า ผลของ project ครั้งนี้ยังเห็นผลทางภาษายังไม่ชัดเจนนัก แต่ความสามารถด้านความมั่นใจ เพิ่มขึ้น ในการเรียนรู้ในครั้งนี้สิ่งที่นักศึกษาได้จากมาเลเซีย คือได้เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม (Environment) ได้เรียนสำเนียงภาษา แต่สำหรับสิ่งที่เน้นคือการพูดสื่อสารให้ได้ โดยในการเรียนรู้การใช้ภาษาด้วยตนเอง (Self Knowledge learning) ได้เรียนรู้บริบทการใช้ภาษาในการท่องเที่ยว

            ดังนั้นดิฉันจึงสรุปประเด็นสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการอบรมภาคเช้าของวันแรกในหัวข้อ Beyond language learning ได้ดังนี้ การเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มีการก้าวหน้าได้นั้นจะต้องมีการพัฒนาหลายๆ ด้านทั้งความคิด และการเรียนการสอนด้วย และนอกจากนี้การที่มีการสอนผ่าน สิ่งแวดล้อมและประสบการณ์จริงๆ จะยิ่งทำให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น

Learning Log 12


(Out Class)
            การเรียนภาษาอังกฤษเราสามารถเรียนรู้ได้จากในห้องเรียนและนอกห้องเรียน การเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนอาจมีข้อจำกัดคือครูผู้สอนอาจไม่สมารถดูแลนักเรียนได้ทั่วถึง ไม่ว่าจะในระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ดิฉันเป็นนักศึกษาคนหนึ่งที่อาจมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อจำกัดนี้ ทำให้หารเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน ไม่เข้าใจเรื่องที่เรียนอย่างถ่องแท้ ทำให้เรียนไม่ทันเพื่อนบ้างบางครั้ง ฉะนั้นการที่เราไม่เข้าใจภาษาอังกฤษจากห้องเรียนเราก็สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองได้ การที่ดิฉันได้เรียนรู้ด้วยตนเองทำให้ฉันกดดันน้อยลง และ มีความมั่นใจมากขึ้น หลายๆ สัปดาห์ที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากนอกห้องเรียน ทำให้ดิฉันมีความรู้เพิ่มขึ้น ได้ฝึกทักษะภาษาทั้ง 4 ทักษะ ทำให้การเรียนในห้องเรียนก็จะมีผลดีขึ้น เข้าใจง่ายมากขึ้นด้วย
            ในสัปดาห์นี้ดิฉันได้ฝึกทักษะการแปล จากเพลงที่ดิฉันชอบคือเพลง You Belong With Me ของ Taylor Swift ในขั้นแรกดิฉันได้ฟังก่อนประมาณ 3 รอบ แล้วหาเนื้อเพลงของเพลงนี้ แล้วหาคำศัพท์ในเนื้อเพลงที่ยังไม่รู้แล้วลองแปลในครั้งแรก ในครั้งแรกการแปลของดิฉันใช้ภาษาที่ไม่สละสลวย อ่านไม่เข้าใจเท่าไหรนัก ลองแปลครั้งต่อไป ลองใช้ภาษาให้สละสลวยขึ้นก็รู้สึกว่า เรื่องราวในเพลงนั้น เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอหลงรักผู้ชายคนหนึ่ง แต่ผู้ชายคนนั้นมีแฟนแล้ว ซึ่งสวยและดูดีทุกอย่างทั้งการแต่งตัวและการใช้ชีวิต ซึ่งแตกต่างกับเธอ แต่เธอรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคนที่เธอหลงรัก เธอเฝ้าคอยตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงไม่เห็นเธอบ้างทั้งอยู่เธอและเขาอยู่ใกล้กันมาก เขาไม่รู้ว่าเขาและเธอเข้ากันได้ทุกอย่าง เธอฝันและคิดถึงวันที่เขาตื่นขึ้นมาและเจอกับเธอผู้ที่เข้าใจทุกอย่าง และพวกเขาเข้ากันได้ดีสำหรับในการแปลในครั้งนี้ที่เลือกใช้เพลงนี้ เนื่องจาก เพลงนี้ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายเพราะการที่เราจะทำอะไรหรือเรียนรู้อะไรเราควรเรียนรู้จากการทำที่ง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับของการฝึกฝน

            You belong with me
 

You’re on the phone
With your girlfriend                               คุณถือสายคุยกับแฟน
She’s upset                                            เธออารมณ์เสีย
She’s going off about something              เธอโกรธคุณ
That you said                                         เธอไม่ตลกมุขของคุณ
She doesn’t get your humor                     เหมือนฉันเป็น
Like I do          
I’m in my room                                                 ฉันอยู่ในห้องของฉัน
It’s at typical Tuesday night                    มันคือคืนวันอังคารธรรมดา
I’m listening to the kind of music            ฉันกำลังฟังเพลงที่เธอ
She don’t like                                        ไม่ชอบฟัง
She’ll never know your story                   เธอไม่รู้เรื่องราวของคุณ
Like I do                                               เหมือนที่ฉันรู้
But she wears short skirts                        เธอใส่กระโปรงสั้น        
I wears T-shirts                                      แต่ฉันใส่เสื้อยืด
She’s cheer captain                                 เธอเป็นกัปตันเชียร์
And I’m on the bleachers                                    ฉันอยู่บนวัฒจรรย์
Dreaming about the day                          และฝันถึงวันนั้น
When you wake up and find                    เมื่อคุณตื่นขึ้นมา
That what you’re looking for                   แล้วพบว่าสิ่งที่คุณเองหา
Has been here the whole time                  ฉันอยู่ตรงนี้มานานแล้ว
*If you could see                                    ถ้าคุณได้เห็น
That I’m the one                                    ว่าฉันคือคนหนึ่งที่
Who understand you                               เข้าใจคุณ คนที่อยู่
Been here all along                                 ตรงนี้มาตั้งแต่ต้น
So why can’t you see                              ทำไมคุณไม่เห็นว่า
You belong with me                               เราเหมาะสมกัน
Walking the streets with you                    เดินบนถนนกับคุณ
In you worn out jeans                             คุณใส่กางเกงยีนส์เก่าๆ
I can’t help thinking                               ฉันหยุดคิดไม่ได้
This is how it ought to be                        ว่ามันควรจะเป็นแบบนี้
Laughing on a park bench                       ฉันหัวเราะอยู่บนม้านั่ง
Hey, isn’t this easy?                                มันไม่ง่ายดายไม่ใช่เหรอ ?
And you’re got a smile                           คุณมีรอยยิ้ม ซึ่งมัน
That could light up this whole town         สว่างไปทั้งเมือง
I haven’t seen it in a while                      ฉันไม่เห็นมันมาสักพัก
Since she brought you down                    ตั้งแต่เธอทำให้คุณทุกข์
She says you’re fine                               เธอบอกว่าคุณดี
I know you better than that                      ฉันรู้ว่าคุณดีกว่านั้น
Hey whatchu doing                                 เฮ้! คุณทำอะไรอยู่
With a girl like that                                กับผู้หญิงคนหนึ่ง
She wear high heels                                เธอใส่รองเท้าส้นสูง
I wear sneakers                                      ฉันใส่ผ้าใบ
She’s cheer captain                                 เธอเป็นกับตันเชียร์
I’m on the bleachers                               ฉันอยู่บนอัฒจรรย์
Dreaming about the day                          กำลังฝันถึงวันนั้น
When you wake up and fine                    เมื่อเธอตื่นขึ้นมาและพบ
That what you’re looking for                   ว่าสิ่งที่คุณมองหาอยู่
Has been here the whole time                   อยู่ที่นี้นานแล้ว
            (*)
Oh, I remember                                     โอ้ ฉันจำได้
You driving to my house                         คุณขับรถมาที่บ้านฉัน
In the middle of the night                        ในกลางคืนของคืนนั้น
I’m the one who makes you laugh                        ฉันเป็นคนหนึ่งที่จะทำให้คุณหัวเราะได้
When you know you’re about to cry         ตอนที่คุณรู้ว่าคุณ
And you tell me about your dreams          จะร้องไห้ คุณบอก
Think I know where you belong              ฉันเกี่ยวกับฝันของคุณ
Think I know it’s with me                       คิดว่าฉันรู้ว่ามันคือฉัน
Can’t you see that I’m the one                 คุณไม่เห็นว่าฉันคือคนหนึ่ง?
Who understands                                    คนที่เข้าใจคุณ?
Been here all along                                 ที่อยู่กับคุณมาตั้งแต่ต้น
So why can’t you see?                            แล้วทำไมคุณถึงไม่เห็น
You belong with me                               ว่าเราเหมาะสมกัน
Have you ever thought                            ไม่เคยคิดบ้างเลยหรือว่า?
Just maybe                                             แค่บางที
You belong with me                               คุณกับฉันเข้ากันได้


            ในการฝึกครั้งนี้นอกจากจะได้ฝึกฝนการแปลเพลงแล้ว ดิฉันยังได้สังเกตพบลักษณะการใช้ Tense ต่างๆ ในเนื้อเพลงอีกด้วย ในเพลง